บทความสุขภาพ

มาบริโภคงาดำให้ถูกวิธีกันเถอะ

นักโภชนาการ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แนะนำการกินเมล็ดงาสด และน้ำมันงาดำสกัดเย็น เพื่อประโยชน์และความปลอดภัยสูงสุด การกินงานั้นควรเลือกงาดำ งาดำและงาขาวแตกต่างกันตรงที่การกะเทาะเปลือกชั้นนอกออก แต่สารอาหารที่เป็นประโยชน์จะรวมตัวอยู่ที่เปลือกบางดำภายนอก พอๆ กับเนื้อขาวมันภายใน ดังนั้นการนำแค่ส่วนเดียวมาสกัดหรือนำมาใช้เพียงบางส่วนนั้น จึงทำให้สารอาหารที่จำเป็นที่อยู่ในงาดำหดหายไปในจำนวนมาก การบริโภคงาดำนั้นมีกันอยู่ 2 แบบใหญ่ๆ คือในรูปทั้งเมล็ด และการสกัดน้ำมันแบบกลั่นเย็น

1. การใช้ทั้งเมล็ด

การใช้เมล็ดงาดำนั้นสามารถบริโภคเป็นอาหารได้ และสามารถนำมาใช้ภายนอกได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอาง และสมานแผล อย่างที่กล่าวข้างต้นไปแล้ว ดังนั้นเราควรใช้เมล็ดดำสดที่ไม่ผ่านการคั่ว หรือใส่สารเคมีกันเชื้อรา “งาดำ” นั้นเป็นเมล็ดพืชหรือธัญพืชซึ่งเชื้อราจะเกิดขึ้นได้ง่ายมาก โดยเฉพาะจำพวก สารพิษอาฟล่า (Afla Toxin) ซึ่งมีผลร้ายกับตับและไต และก่อให้เกิดมะเร็งตับได้ เพราะเหตุนี้เองในท้องตลาดที่ขายกันอยู่ จึงนิยมที่จะนำเมล็ดงาดำไปคั่วก่อน เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา และเพื่อกลบกลิ่นเหม็นหืนของน้ำมัน

แต่เมื่อเราจะนำเมล็ดงาสดมาปรุงอาหารหรือใช้ภายนอก เราต้องให้แน่ใจว่าในเบื้องต้นว่างาดำของเราคุณภาพดี ไม่มีความชื้น และเก็บอย่างได้มาตรฐาน ปลอดเชื้อรา และนำเมล็ดงาดำมาแช่ในอุณหภูมิห้องข้ามคืน (อาจจะเติมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์คือ สารทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค เชื้อราไปด้วยเล็กน้อย) เมื่อเปลือกแข็งกะเทาะจึงนำมาพักให้สะเด็ดน้ำ และจึงนำมาบดให้ละเอียด เพื่อใช้ในการบริโภคต่อไป ข้อสำคัญคือ ไม่ควรกินงาดำทั้งเมล็ด โดยไม่ผ่านการบดละเอียดเป็นอันขาด เพราะลำไส้ของคนเราไม่ใช่เครื่องบดจึงไม่สามารถบดเมล็ดงาดำให้แตกได้ ซึ่งทำให้ร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมสารอาหารสำคัญที่อยู่ในโครงสร้างที่แข็งแรงของเมล็ดงาดำ ไปใช้ประโยชน์ได้เลย

2. การใช้ในรูปน้ำมันงาดำสกัดเย็น

การใช้ในรูปแบบน้ำมันนั้น ต้องเป็นน้ำมันงาดำสกัดเย็นเท่านั้น ต้องมาจากวิธีการสกัดด้วยความดันสูงเพื่อให้สารอาหาร และแร่ธาตุต่างๆ ถูกสกัดออกมาได้อย่างครบถ้วน เนื่องจากน้ำมันงาดำเป็นไขมันดี ที่ให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ค่อนข้างที่จะสมบูรณ์ การรับประทานเป็นประจำทุกวัน ระหว่าง 8,000- 4,000 มิลลิกรัมในวัยผู้ใหญ่ เพื่อการเพิ่มสารอาหาร รักษาสุขภาพ และชะลอวัย จึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ สำหรับในผู้ป่วยนั้นควรบริโภคน้ำมันงาดำบริสุทธิ์สกัดเย็นระหว่าง 3,000-6,000 มิลลิกรัม ในบางกรณีเพื่อมีผลสูงสุดในการรักษาโรคทางการแพทย์ (ดูรายละเอียดปริมาณเฉพาะโรคในบทต่อไปที่กล่าวไว้อย่างละเอียด) หลายท่านคงยังไม่ทราบว่า น้ำมันงาดำบริสุทธิ์มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงทำให้ตัวมันเองมีการปฏิกิริยากับแสงและอากาศสูงด้วยเช่นเดียวกัน

การบริโภคน้ำมันงาดำที่ให้ได้ผลดีที่สุด ต้องอยู่ในรูปแคปซูลเท่านั้นถึงจะดีต่อสุขภาพและการรักษา การบรรจุในแคปซูลช่วยป้องกันการทำปฏิกิริยากับอากาศและแสงแดด ถ้าจะใช้ในรูปน้ำมันที่บรรจุขวดนั้นควรจะซื้อที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่เล็ก เพราะว่าการเปิดใช้แต่ละครั้ง น้ำมันงาดำจะทำปฏิกิริยากับอากาศและแสง ทำให้น้ำมันด้อยประสิทธิภาพ และเสียเร็วขึ้น และถ้าน้ำมันมีกลิ่นที่เปลี่ยนไป ก็ไม่ควรที่จะใช้ในการปรุงอาหารหรือใช้ภายนอกต่อไป ในการใช้ภายนอก เป็นน้ำมันนวดหรือน้ำมันทาตัวนั้น เมื่อเปิดขวดแล้วสามารถนำมาผสมกับน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันอัลมอนด์ ซึ่งเป็นน้ำมันที่ขึ้นหืนยาก หรือใช้น้ำมันหัวน้ำหอม เช่น น้ำมันโรสแมรี่ น้ำมันลาเวนเดอร์ หรือน้ำมันมิ้นท์ที่มีคุณสมบัติ ป้องกันการทำปฏิกิริยามาผสมด้วยอัตราส่วน 1 ต่อ 200 จะทำให้คุณภาพและประสิทธิภาพของน้ำมันงาดำในการใช้ภายนอกเพิ่มมากขึ้น

*** บทความคัดย่อจากหนังสือ ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ป่วย สวยด้วยน้ำมันงาดำ โดย ดร.พล ภูภาวัฒนากิจ แพทย์ศาสตร์ธรรมชาติบำบัดและแพทย์ศาสตร์ตะวันออก

น้ำมันงา

"ความมหัศจรรย์จากธรรมชาติบริสุทธิ์น้ำมันงาดำ น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว"

สั่งซื้อสินค้าได้ที่

02-995-8101-2, 082-362-9933, 085-092-2992, 099-256-5636

ALL RIGHTS RESERVED ©2019 SMARTLIFE-PLUS CO., LTD.

บริษัท สมาร์ทไลฟ์ พลัส จำกัด

โทร. 02-995-8101

ฮีเมล์ info@smartlife-plus.com